เรตินอลคืออะไร? ใช้ยังไงให้ได้ผล

เรตินอลคือ อนุพันธ์ของวิตามินเอบริสุทธิ์ เป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่ม เรตินอยด์ (retinoids) ส่วนใหญ่จะใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย ช่วยลดเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25-30+ ปี และมีส่วนช่วยในการกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวให้ริ้วรอยลดเลือนและเรียบเนียนยิ่งขึ้น

เรตินอลดีอย่างไง?
กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่
เรตินอลมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ๆ ช่วยลดริ้วรอบ เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส และเรียบเนียนกว่าเดิม

กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
เมื่ออายุมากขึ้นผิวจะผลิตคอลลาเจนลดน้อยลง ดังนั้นควรใช้เรตินอลเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพื่อให้ผิวกลับมาอิ่มฟู และอ่อนเยาว์อีกครั้ง

ช่วยลดริ้วรอยเล็ก ๆ
ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ริ้วรอยหน้าผาก ขมวดคิ้ว รอยตีนกา จนถึงให้ริ้วรอยร่องลึกดูตื้นขึ้น

ช่วยลดรอย เพิ่มความกระจ่างใส
ไม่ว่าจะเป็นรอยดำจากสิว หรือจุดด่างดำต่างๆ

ช่วยลดการอักเสบ
ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดสิวอุดตัน สิวหัวดำ ทั้งบริเวณใบหน้า

ช่วยควบคุมความมันบนผิว ลดรูขุมขนกว้าง
เรตินอลสามารถช่วยควบคุมความมันบนผิวได้ และยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่อีกด้วย

ช่วยลดหลุมสิว ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้น
เรตินอลสามารถทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้โดยการกระตุ้นคอลลาเจนในผิวหนังใหม่

เรตินอลทำงานอย่างไร
กระบวนการทำงานของเรตินอลหรือสารกลุ่มเรตินอยด์ในการบำรุงผิว คือ เรตินอยด์จะเข้าไปจับกับตัวรับเรตินอยด์ที่มีมากบริเวณหนังกำพร้า จากนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ ของผิว เช่น กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวทำให้ผิวหนาตัวขึ้น กระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์คอลลาเจนมากขึ้น โดยเฉพาะคอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 7 ยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้คอลลาเจนสลาย และยังช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์ Glycoaminoglycan ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้นขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้เรตินอยด์ยังมีคุณสมบัติไปจับกับเซลล์ที่ผิดปกติหรือกำลังอักเสบได้เป็นอย่างดี เช่น บริเวณที่มีสิวอักเสบ ทำให้การอักเสบลดลงได้นั่นเอง

วิธีใช้เรตินอล

ในกรณีที่เริ่มใช้เรตินอล ควรใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ผิวปรับสภาพได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มความถี่ในการใช้ และใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งเพื่อปลอบประโลมผิว หากใช้เรตินอลให้ตอนกลางวัน ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเรตินอล

ใช้เรตินอลทุกวันได้ไหม?

: สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเริ่มใช้ในช่วงเริ่มต้นควรใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ผิวปรับสภาพได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มความถี่ในการใช้

ใช้เรตินอลตอนเช้าได้ไหม?

: สามารถใช้ได้ แต่ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งหลังใช้ เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด

ควรเริ่มใช้เรตินอลตอนอายุเท่าไหร่?

: แนะนำที่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่คอลลาเจนเริ่มผลิตลดน้อยลง และทำให้เกิดริ้วรอย

เรตินอลเหมาะ และไม่เหมาะกับใคร?

เรตินอลเหมาะกับคนที่ช่วงอายุ 25-30 ปี เพราะเป็นช่วงที่คอลลาเจนเริ่มผลิตลดน้อยลง

คนที่ไม่เหมาะกับเรตินอล

  1. คนที่กำลังตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เพราะสารกลุ่มวิตามินเอ จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในทารกได้
  2. คนที่มีแพลนไปทะเล ออกแดดจัดๆ หรือคนที่ต้องอยู่กลางแจ้งตลอดเวลา เพราะผิวอาจจะไวต่อแสงได้
  3. คนที่มีปัญหาผิวหนัง เช่น ผื่นภูมิแพ้ ผื่นกุหลาบ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองที่รุนแรงขึ้นได้

ข้อควรระวังในการใช้เรตินอล

  • อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิว เรตินอลอาจทำให้ผิวแห้ง ลอก แดง ระคายเคือง ควรเริ่มใช้ทีละน้อย และในช่วงเริ่มต้นควรใช้แค่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
  • ถ้าใช้เรตินอลในช่วงเช้าควรทากันแดดเป็นประจำ เพื่อป้องกันผิวไวต่อแสง

เรตินอลไม่ได้น่ากลัวแบบที่ใครๆ หลายคนคิด เพียงแต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี และใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา เพียงแค่นี้ก็สามารถเผยผิวกระจกได้ง่ายๆ

DOCTOR CC BIO BALANCE RETINOL SHOT มาพร้อมกับ 3% Encapsulated Retinol อ่อนโยนกว่าเรตินอลทั่วไป ซึมเข้าผิวได้ลึก ช่วยปรับสมดุลไมโครไบโอม พร้อมช่วยให้ผิวแลดูตึงกระชับ และกระจ่างใสจนคุณสัมผัสได้

  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ผิวแลดูเรียบเนียน
  • ช่วยป้องกันสาเหตุของริ้วรอย
  • ช่วยเพิ่มความกระจ่างใส ให้กับผิว
  • ช่วยลดความไม่สม่ำเสมอของสีผิว
  • ช่วยให้เกิดสมดุลการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์

Related blogs

ฝ้า กระ จุดด่างดำ ไม่ใช่เรื่องตลก!!

ฝ้า (Melasma หรือ Chloasma) คือฝ้าคือรอยดำที่ไม่พึงประสงค์ เป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม หรือดำ ตำแหน่งที่พบได้บ่อยคือบริเวณใบหน้าที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดมากๆ เช่น โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง, หน้าผาก, ขมับ, เหนือริมฝีปาก และจมูก มักเป็นทั้งด้านซ้ายและขวา พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี โดยฝ้าเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังทำงานมากขึ้นกว่าปกติ จึงสร้างเม็ดสีออกมามากกว่าเดิม เม็ดสีที่ถูกลำเลียงสู่ผิวชั้นบนสุดหรือชั้นหนังกำพร้ามีลักษณะเข้มและขอบชัด จะเรียกว่า ฝ้าตื้น ส่วนเม็ดสีที่อยู่ใต้ต่อชั้นหนังกำพร้าลงมา และมีบางส่วนที่ตกค้างอยู่ในชั้นหนังแท้ มักจะมีสีอ่อนกว่าอาจเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด เรียกว่า ฝ้าลึก โดยคนไข้ส่วนมากมักมีฝ้าทั้ง 2 ชนิดปนกัน

กระ หรือจุดด่างดำ คือจุดเล็กๆ สีดำบนใบหน้า ถือเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่สามารถมองเห็นได้บนใบหน้าอย่างชัดเจน ทำให้ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอและยากต่อการปกปิด สาเหตุเกิดจากทั้งฮอร์โมนภายในร่างกาย สภาพแวดล้อมภายนอก ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกระตุ้น ทำให้ผิวหนังมีสีเข้มกว่าผิวบริเวณใกล้เคียง มักเกิดจากการสร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนังมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีเข้มขึ้นกว่าผิวบริเวณรอบๆ ซึ่งจุดด่างดำเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย พบได้ง่าย และพบได้กับสีผิวทุกระดับ

ฝ้ากับกระ ต่างกันอย่างไร

ฝ้า จะมีลักษณะเป็นปื้นและมีขนาดใหญ่กว่า ในขณะที่ กระ จะเป็นจุดกลมๆ เล็กๆ มีขอบชัดเจน มีสาเหตุหลักๆ มาจากพันธุกรรม ถ้าพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ลูกจะเป็น โดยเฉพาะคนที่มีผิวขาว มักจะเป็นกระมากกว่าคนผิวสีเข้ม รวมไปถึงการรักษาฝ้าและกระนั้น จะมีวิธีการที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยชประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ ในการวิเคราะห์เม็ดสี วิเคราะห์ลักษณะของผิว เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ทำให้ฝ้าและกระจางลง และที่สำคัญคือต้องไม่ให้เกิดรอยแผลเป็น

ฝ้าเกิดจากอะไร?

สาเหตุหลักๆ มาจากตัวการสำคัญคือแสงแดด กลไกของการเกิดฝ้านั้นมาจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณของเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนังของเราซึ่งตัวที่ไปกระตุ้นการเกิดเม็ดสีเมลานิน และสาเหตุรองลงมาคือ ฮอร์โมน รวมไปถึงการใช้เครื่องสำอางที่อาจทำให้ผิวหนังมีอาการแพ้ และสุดท้ายคือพันธุกรรม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้า

1.แสงแดด

สาเหตุหลักๆ ของการเกิดมาฝ้ามาจากแสงแดด ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลัก เพราะแสงแดดจะไปกระตุ้นการทำงานของเม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณผิวหน้า โหนกแก้มเป็นบริเวณที่สัมผัสแสงแดดได้มากที่สุด ดังนั้นฝ้าจึงมักเกิดบริเวณนั้น

ฝ้ามีกี่ประเภท?

สามารถแบ่งชนิดฝ้าได้ดังนี้

  1. ฝ้าเลือด

ในทางการแพทย์เรียกว่า Vascular Melasma หรือ Telangiectetic Melasma เป็นฝ้าเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนผิวหน้า เป็ยผลมาจากการใช้เครื่องสำอาง หรือยา ทีมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดกระจุกบริเวณพังผืดใต้ผิวหนังชั้นลึก โดยฝ้าจะมีสีน้ำตาลแดง ฝ้าเลือดพบในเพศหญิงได้มากกว่าเพศชาย 

  1. ฝ้าแดดฝ้าที่เกิดจากแสงแดด

การโดนแสงแดดโดยตรง และโดนแสงแดดเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดฝ้า ซึ่งแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิว เพราแสงแดดมีรังสี UVA และ UVB ที่ส่งตรงมายังผิวหน้า

  1. ฝ้าตื้น (Epidermal type)

เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ ฝ้าชนิดนี้จะเห็นขอบเขตของการเกิดฝ้าได้ชัดเจน

  1. ฝ้าลึก (Dermal type)

เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน สังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้จะกลืนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง

  1. ฝ้าผสม (Mixed type)

เป็นการผสมของฝ้าทั้งสองแบบ ลักษณะจะเป็นสีเข้ม แต่ขอบจาง ต้องรักษาด้วยวิธีหลายแบบรวมกันทั้งฝ้าลึก และฝ้าตื้น

วิธีการรักษาฝ้า

1.ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

เพราะรังสี UV ในแสงแดดคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า และอาจส่งผลให้ฝ้าที่เป็นอยู่มีสีเข้มขึ้น นอกจากนี้อาจจะทำให้เกิดฝ้าเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย แนะนำก่อนออกไปกลางแจ้งควรทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป และควรมีค่า PA++++ เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดทั้ง UVA และ UVB

2.เลเซอร์รักษาฝ้า

การเลเซอร์ (Laser) เป็นการยิงเพื่อรักษาและปรับสภาพผิว ซึ่งใช้พลังงานความร้อนเพื่อกำจัดเม็ดสีของบริเวณที่เกิดฝ้าโดยตรง แต่หลังจากเลเซอร์ 7-14 วัน ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นมาอีก

3.ใช้สมุนไพรธรรมชาติ

การใช้สมุนไพรธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ โดยอาจเลือกใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น ใบบัวบก, ว่านหางจระเข้, มะนาว, มะขามเปียก หรือขมิ้น มาผสมกันตามสูตรต่างๆ และพอกทิ้งไว้ วิธีนี้ต้องใช้ระยะเวลา และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

4.รักษาฝ้าด้วย IPL

การรักษาฝ้าด้วย IPL เป็นการส่งคลื่นพลังงานแสงที่มีความเข้มข้นสูงเข้าไปใต้ชั้นผิวเพื่อให้เกิดความร้อนและทำลายเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวดูกระจ่างใส เรียบเนียน ฝ้า กระ ดูจางลง แต่อาจจะต้องอาศัยการทำบ่อยครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน

5.รักษาด้วยสกินแคร

การรักษาฝ้าด้วยสกินแคร์ต้องใช้ระยะเวลา หลายๆ คนใช้สกินแคร์ไปสักพักแต่ไม่เห็นผลจึงหยุดใช้ จริงๆ แล้วต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ถึงจะค่อยๆ เห็นผล

แก้ฝ้าได้ง่ายๆ ด้วย DOCTOR CC ANTI-MELAZMA SPOT CORRECTOR CONCENTRATED CREAM

เซรั่มบำรุงผิวหน้า ช่วยลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำจากแสงแดด ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสขั้นสุด ด้วยสารสำคัญใน 10% Niacinamide (Vitamin B3), 3% Tranexamic Acid, 3% Munapsys (Acetyl Hexapeptide-1), 2.5% Galactomyces Ferment Filtrate,  Astaxanthin, ENB-VCE (3-O-Ethyl Ascorbic Acid), Alpha-Arbutin และ  Ecobiotyls (Yeast Extract) มาพร้อมด้วย 4 กลไกการทำงาน

  • หยุดการผลิตเม็ดสี
  • ลดการผลิตเม็ดสี
  • หยุดการขนส่งเม็ดสี
  • ผลัดเซลล์ผิว

เพื่อให้เห็นผลชัดเจนควรใช้ต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันทั้งเช้าและเย็น

ผิวขาดน้ำคืออะไร? ต่างจากผิวแห้งอย่างไร?

อาการผิวขาด ถ้ามองแบบผิวเผินอาจดูไม่ค่อยต่างจากผิวแห้งสักเท่าไหร่ โดยสิ่งที่ผิวขาดน้ำแตกต่างจากผิวแห้งอย่างชัดเจนก็คือ มีสภาพผิวที่ทั้งแห้งและมันในเวลาเดียวกัน ถ้าลองสังเกตดีๆ ผิวขาดน้ำจะมีสภาพที่อ่อนล้า ดูหมองคล้ำไม่สดใส เห็นริ้วรอยได้ชัดเจนเนื่องจากผิวสูญเสียคอลลาเจน ลูบแล้วรู้สากผิวไม่นุ่มมือ และอาจทำให้มีการผลิตน้ำมันบนผิวมากเกินไปเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่เสียไป หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ผิวสูญเสียการทำงาน จึงทำให้ผู้ประสบปัญหาผิวแห้งและผิวขาดน้ำนี้มีแนวโน้มกลายเป็นผิวที่ Sensitive หากไม่มีการดูแลที่เหมาะสม

“ผิวขาดน้ำ” (Dehydrated skin) คือ ภาวะปัญหาผิวที่ขาดความชุ่มชื้นหรือขาดน้ำใต้ผิวอย่างเพียงพอ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวผสม หรือแม้กระทั่งผิวมัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย อาทิ สภาพอากาศ มลภาวะภายนอก รวมไปถึงการรับประทานอาหารเป็นต้น

อาการของผิวขาดน้ำ

  • ผิวระคายเคือง คันเล็กน้อย
  • ผิวแห้งและมันในเวลาเดียวกัน
  • บริเวณใต้ตาคล้ำ และมีริ้วรอย
  • ผิวทั่วไปมีริ้วรอยร่องตื้น

“ผิวแห้ง” (Dry skin) คือ สภาพผิวที่ “ขาดความมัน” มีสาเหตุมาจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวได้น้อยกว่าปกติ จึงทำให้ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้นาน สิ่งระคายเคืองลอดผ่านผิวได้ง่าย ส่งผลให้ผิวมีอาการแห้งตึงหรือคัน ไปจนกระทั่งแห้งกร้านและลอกเป็นขุย ผิวจะอยู่ในสภาพที่บอบบาง แพ้ง่ายและแห้งอยู่เสมอโดยไร้ซึ่งความมันหรือความชุ่มชื้น ส่วนมากผิวแห้งจะเป็นสภาพผิวที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นปัญหาที่เกิดตามอายุและโรคผิวหนังบางประเภท

อาการของผิวแห้งที่พบได้บ่อย

  • ผิวดูหยาบกร้าน
  • มีอาการคันตามผิวหนัง
  • ผิวหนังตกสะเก็ด ผิวลอกหรือเป็นขุย
  • ผิวแห้งแตกและอาจมีรอยเลือดซึม

วิธีดูว่าเรามีปัญหาผิวขาดน้ำหรือไม่?

  1. รู้สึกว่าผิวแห้ง แต่ในระหว่างวันรู้สึกว่าผิวหน้าภายนอกเหมือนมีน้ำมันออกมาเคลือบ จนทำให้หน้ามัน เนื่องจากผิวหนังขาดความชุ่มชื้นจึงทำให้ผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ
  2. เมื่อดูผิวหน้าใกล้ๆ จะเห็นริ้วๆ หรือกร้านๆ ดูหมองโทรม เป็นเพราะมีน้ำใต้ผิวไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดริ้วรอยที่เห็นได้ชัดเจน ผิวไม่อิ่มฟู
  3. เมื่อลูบผิวดูแล้วรู้สึกว่าผิวไม่นุ่มเนียน ไม่เรียบ
  4. ผิวแดง คัน และเกิดการระคายเคืองง่าย
  5. แต่งหน้าไม่ค่อยติด หรือเครื่องสำอางหลุดง่ายระหว่างวัน

ถ้ามีปัญหาเหล่านี้มากกว่า 3 ข้อ แปลว่าผิวของคุณ กำลังขาดน้ำนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้ผิวขาดน้ำแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุ คือปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายใน ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ที่ทำให้รักษาน้ำไว้ที่ผิวหนังไม่ได้ และอายุที่มากขึ้น โดยผู้สูงอายุนั้นต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันน้อยลง ไขมันระหว่างเซลล์ก็ลดลง ทำให้สูญเสียน้ำจากผิวหนังง่ายมากขึ้นนั่นเอง

ปัจจัยภายนอก ได้แก่ สารเคมี เช่น การใช้สารทำความสะอาดชนิดรุนแรง ทำให้ล้างน้ำมันที่เคลือบผิวมากเกินไป และผิวหนังจะสูญเสียน้ำง่ายขึ้น นอกจากนี้สภาพอากาศก็เกี่ยวด้วยเช่นกัน เช่น อากาศหนาว ความชื้นต่ำ ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำจากผิวหนังมากขึ้น ทำให้ผิวหนังอักเสบจากความแห้ง รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ เช่น การดื่มน้ำไม่เพียงพอ ออกแดดประจำโดยไม่ป้องกันด้วยครีมกันแดด และอย่างสุดท้ายคือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

วิธีบำรุงรักษาสำหรับปัญหาผิวขาดน้ำและผิวแห้ง

1.การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนดึกยังทำให้ผิวพรรณขาดน้ำ ก่อให้ผิวพรรณดูแห้งกร้าน ผิวหยาบ การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก่อให้เกิดการอักเสบจากภายในและทำให้เกราะป้องกันผิวทำงานผิดปกติจนนำไปสู่ปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้น และขาดน้ำ ดังนั้นจึงต้องควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2.การดื่มน้ำให้เพียงพอ

ดื่มน้ำให้เพียงพอ น้ำคือส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้ว ต่อวัน

เซลล์ผิวของคนเราสร้างขึ้นจากน้ำ 30% ซึ่งน้ำช่วยให้ผิวนุ่มและฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ เหล่าเซเลบริตี้จึงชอบดื่มน้ำกันมาก เพราะนอกจากจะช่วยดับกระหายได้แล้ว ยังช่วยลดการเกิดสิวใหม่ ริ้วรอยทั้งจากการแสดงอารมณ์ และริ้วรอยจากอายุที่มากขึ้นได้แถมการดื่มน้ำยังเป็น ”เคล็ดลับผิวสวย” ที่ช่วยชะลอวัยได้ดีอีกด้วย!

3.การหลีกเลี่ยงการสครับหน้าที่รุนแรง

หลีกเลี่ยงการขัดหน้าแบบรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการสครับหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อแข็งและหยาบเกินไป การลอกหน้าด้วยแผ่นลอกหน้า รวมถึงการใช้แปรงนวดหน้าแบบขนหยาบเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ผิวสูญสียคามชุ่มชื้นได้ง่ายและทำให้เกิดการระคายเคืองผิว

4.การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ชนิดที่อ่อนโยน ไม่มีสารที่ชำระล้างรุนแรงจนหน้าแห้งตึง ขอแนะนำ DOCTOR CC BIO BALANCE WATER BANK MOISTURIZER ผลิตภัณฑ์มอยส์เจอร์ไรเซอร์ปลอบประโลมผิว เนื้อมีความเข้มข้น แต่ซึมเข้าผิวได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผิวดูนุ่ม ชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว ช่วยลดเลือนและต่อต้านริ้วรอยร่องลึก ตีนกา และรอยเหี่ยวย่น

  • ช่วยยกกระชับผิวให้เรียบเนียน เต่งตึง
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • ปลอบประโลมผิวให้แข็งแรงขึ้น
  • ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างล้ำลึก
  • ช่วยแก้ปัญหาความหมองคล้ำ และความไม่สม่ำเสมอของสีผิว

ปัญหาผิวขาดน้ำ จะหมดไปหากเรารู้ถึงสาเหตุ และวิธีการรักษาผิวขาดน้ำที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด เพียงดื่มน้ำให้เพียงพอ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเก็บกักความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งตึง หลีกเลี่ยงการทำให้ผิวหน้าระคายเคือง เช่น การถูหน้าแรงๆ ไม่ว่าจะเป็น การล้างหน้า หรือการสครับหน้า และเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้น อย่าง DOCTOR CC BIO BALANCE WATER BANK MOISTURIZER ช่วยปลอบประโลมผิว เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวขาดน้ำ และช่วยบำรุงให้ผิวดูเนียนนุ่ม มีสุขภาพดีได้นั่นเอง

 

หน้ามันเกิดจากอะไร?

ปัญหาหน้ามัน เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้ปัญหาสิว เพราะเมื่อหน้ามันเยิ้มจนเกินไป ปัญหาสิวก็จะตามมา อีกทั้งเมื่อผิวหน้ามันก็จะส่งผลหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าไม่ติด หน้าเหนียว และเหนอะหนะใบหน้

หน้ามัน (Oily face หรือ Oily skin) คือ สภาพผิวที่มีน้ำมันอยู่บนผิวหน้ามากจนเกินปกติ จึงมีน้ำมัน (Sebum) เคลือบอยู่บนผิวหน้าเกินความจำเป็น ทำให้ผิวหน้ามันง่ายมาก ผิดปกติ โดยปกติแล้วใบหน้าของพวกเราจะมีน้ำมันธรรมชาติที่ถูกผลิตออกมาจากต่อมใต้ผิวหนัง ออกมาให้เคลือบให้ผิวชุ่มชื้น แต่ผิวหน้าที่สุขภาพดีจะมีน้ำมันเคลือบอยู่ในปริมาณที่พอดี แต่หากมีปัจจัยอื่น ๆ มากระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าผิวปกติ ก็จะทำให้หน้ามันมากนั่นเอง

ซึ่งด้วยเหตุนี้เอง ผิวหน้ามันจึงส่งผลให้ผิวดูมีสุขภาพแย่ลง และก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา ทั้งหน้ามัน รูขุมขนกว้าง หน้าหมองคล้ำ เป็นสิว เพราะน้ำมันส่วนเกินใบหน้านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เชื้อแบคทีเรีย C.acnes ต้นเหตุของการสิวเจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งน้ำมันจะรวมตัวกับสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิว แล้วเข้าไปอุดตันตามรูขุมขน จนกลายเป็นสิวอุดตันนั่นเอง

นอกจากนี้หน้ามันสามารถเกิดได้ในลักษณะของผิวที่แตกต่างกันไป อาจจะเป็นสิว หน้ามัน รูขุมขนกว้างได้ทั่วใบหน้า หรืออาจจะเป็นแค่บริเวณ T-Zone บริเวณหน้าผาก จมูก หรือที่เรียกกันว่าผิวผสม หรืออาจจะเป็นผิวน้ำที่เกิดจากอาหารแพ้ รวมไปถึงผิวมันที่เป็นผิวขาดน้ำ

สาเหตุของการเกิดหน้ามัน

  • หน้ามันจากกรรมพันธ์สภาพผิวมัน ต่อมไขมันใหญ่ รูขุมขนกว้าง 
  • ฮอร์โมนแปรปรวน หากฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน (Androgen) หลั่งออกมากเกินไปจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผิวหนังใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เนื้อเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือเครื่องสำอาง หากมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวข้น รวมถึงมีส่วนผสมของน้ำมันมาก จะยิ่งทำให้ใบหน้ามันมากขึ้นระหว่างวัน
  • ผิวขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหน้ายิ่งผิวหน้าแห้ง เพราะต่อมไขมันใต้ผิวหนังจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมามากยิ่งขึ้น เพื่อเคลือบผิวเอาไว้ ไม่ให้สูญเสียน้ำภายในชั้นผิวนั่นเอง
  • สภาพอากาศอากาศที่ร้อนจากแสงแดด หรืออากาศที่เย็น จะทำให้ใบหน้าเสียความชุ่มชื้น และทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังยิ่งผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากจนเกินไป

การล้างหน้าบ่อยจนเกินไป หรือการสครับผิว ผลัดเซลล์ผิวหน้าบ่อย ๆ จะยิ่งทำให้ผิวหน้าเสียความชุ่มชื้น ทำให้ใบหน้ายิ่งผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากยิ่งขึ้น

ผิวมัน แตกต่างจากผิวชนิดอื่นอย่างไร

ประเภทของผิวโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวธรรมดา และผิวผสม แต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะและความต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ผิวมัน : การผลิตน้ำมันที่มากเกินไปทำให้หน้ามันเยิ้ม รูขุมขนกว้าง และเสี่ยงต่อการเกิดสิว

ผิวแห้ง : การผลิตน้ำมันไม่เพียงพอส่งผลให้ผิวลอกเป็นขุย หยาบกร้าน และตึง ซึ่งอาจเกิดการระคายเคืองได้ง่ายและแก่ก่อนวัยได้

ผิวธรรมดา : การผลิตน้ำมันที่สมดุลจะนำไปสู่ผิวที่แข็งแรงและเรียบเนียนโดยมีปัญหาผิวน้อยที่สุด

ผิวผสม : เป็นส่วนผสมของบริเวณที่มันและแห้ง โดยทั่วไปจะมีความมันบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก และคาง) และบริเวณแก้มที่แห้ง

ปัญหาที่พบบ่อยของคนผิวมัน

  • ความมันหรือความมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณทีโซน
  • รูขุมขนขยายและมองเห็นได้
  • เกิดสิวและฝ้าบ่อย
  • ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าและสกินแคร์ไม่ติดทนหรือหลุดลอกเร็ว

วิธีแก้หน้ามัน

  1. ไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป 

การล้างหน้าเป็นการลดความมันบนใบหน้าได้ แต่ในทางกลับกัน การที่ล้างหน้าบ่อยเกินไป จะยิ่งทำให้หน้ามันยิ่งขึ้น เพราะเมื่อล้างหน้าถี่เกินไปจะทำให้น้ำมันธรรมชาติบนผิวหายไป ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ต่อมไขมันใต้ผิวหนังจึงยิ่งผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ผิวของเรานั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 30% ดังนั้นการดื่มน้ำเปล่า สะอาดให้เพียงพอ จะทำให้สภาพผิวชุ่มชื้น ช่วยลดการผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวหน้าน้อยลง จึงเป็นวิธีลดหน้ามันได้ดีอีกวิธี โดยปกติผู้หญิงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ลิตร และผู้ชายควรดื่มน้ำ 3 – 4 ลิตรต่อวัน

  1. เลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และรสหวานจัด

การทานอาหารก็มีส่วนช่วยแก้ปัญหาหน้ามันได้ โดยการจัดการความมันจากรูขุมขน อย่างอาหารที่มีไขมันสูง และรสหวานจัด นม น้ำตาล แป้งสาลี ถ้าไม่อยากหน้ามันควรเลี่ยงให้ไว เพราะการกินอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ต่อมไขมันทำงานหนักขึ้น และผลิตน้ำมันออกมากขึ้นด้วยนั่นเอง

  1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพหน้ามัน

การที่ผิวหน้ามันนั้น คือการที่มีน้ำมันเคลือบอยู่บนผิวในปริมาณมาก และหากใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันอีก นอกจากจะทำให้หน้ามันมากขึ้นแล้ว จะยิ่งทำให้ผิวหน้าเสี่ยงต่อการอุดตันได้ง่ายมากยิ่งขึ้นด้วย

  1. ผลัดเซลล์ผิวหน้ามันด้วย AHA และ BHA

AHA BHA นั้นมีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไปได้ เท่านั้นยังไม่พอยังช่วยขจัดความมันส่วนเกินบนใบหน้า และควบคุมความมันได้อย่างดี ดังนั้นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง ควรผลัดเซลล์ผิวหน้ามันด้วย AHA และ BHA บ้าง

  1. ปกป้องผิวหน้ามันด้วยครีมกันแดด

แสงแดดคือศัตรูตัวฉกาจของผิว เพราะเต็มไปด้วยรังสี UV ที่จะเข้ามาทำร้ายผิว ทำให้ผิวหน้ายิ่งเสียความชุ่มชื้น จึงทำให้ต่อมไขมันยิ่งถูกกระตุ้นให้หลั่งน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากขึ้น ดังนั้นการทาครีมกันแดดนอกจากไม่ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นไปแล้วนั้น ยังป้องกันไม่ให้ผิวหน้า หมอง คล้ำ อีกด้วย

ในเมื่อเรารู้สาเหตุของปัญหาผิวมันแล้ว เราก็สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ แล้วสภาพผิวของเราจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอน