เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะมีปัญหากวนใจไม่พ้นเรื่องปัญหาผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็น สิว ริ้วรอย รูขุมขนกว้าง แต่ปัญหาที่หนักที่สุดคือสิว เพราะเมื่อมีสิวขึ้น ก็จะมีรอยแดงและรอยดำตามมา “สิว” ต้นเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกเสียความมั่นใจ สิวสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะรักษาความสะอาดดีแล้วก็ตาม ในบทความนี้ Dr.CC จะพาไปรู้จักกับสิว ว่าสิวคืออะไร สิวเกิดจากอะไร สิวมีกี่ประเภท และวิธีการรักษา ปัญหาสิวๆ อย่าปล่อยไว้ เริ่มดูแลผิวหน้าตั้งแต่วันนี้
สิวคืออะไร?
สิว (Acne หรือ Acne Vulgaris) เป็นภาวะความผิดปกติบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันในรูขุมขน เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น รูขุมขนจะอุดตันจนเกิดเป็นสิว ทั้งยังอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นติดเชื้อและอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบได้ ทั้งนี้อาการของสิวจะแตกต่างกันไปตามชนิดและระยะของสิว ดังนี้
- เกิดตุ่มนูนขึ้นมาจากผิวหนังจากการอุดตันของปากรูขุมขน (Comedone)
- เมื่อปากรูขุมขนอุดตันมากขึ้นจะเกิดเป็นถุงในรูขุมขน หากอุดตันขึ้นเรื่อย ๆ หรือถูกรบกวนจนผนังรูขุมขนเสียหาย สิ่งที่อยู่ภายในถุงนั้นจะปริเข้าสู่ชั้นลึกของผิวหนัง และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ภายนอกก็จะเห็นเป็นรอยแดง บางครั้งอาจมีหนองด้วย
- หากติดเชื้อในผิวหนังชั้นที่ลึกร่วมด้วยก็จะกลายเป็นก้อนสิวที่เป็นไตแข็งอักเสบอยู่ใต้ผิวหนังซึ่งรักษาได้ยากขึ้น สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย และพบได้มากถึง 85% ของประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ 12-25 ปี ส่วนในช่วงอายุอื่น ๆ แม้กระทั่งทารกแรกเกิดก็สามารถพบสิวได้ โดยมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
สิวเกิดจากปัจจัยหลายสาเหตุ
ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมน แบคทีเรีย รูขุมขนอุดตัน อาการแพ้ต่างๆ ในช่วงวัยรุ่นส่วนใหญ่สิวจะเกิดจากฮอร์โมน แต่ในบางคนก็อาจจะแพ้สกินแคร์ หรืออาจจะเกิดจากการที่ล้างหน้าไม่สะอาด แล้วทำให้รูขุมขนอุดตันจนเกิดสิว แต่สาเหตุที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ การที่ไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ทำให้หน้ามัน รูขุมขนกว้าง และเกิดสิวตามมานั่นเอง
สาเหตุหลักของเกิดการสิว
1.ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป (Sebum production)
ปกติแล้วต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวหนังไว้ เป็นเกราะป้องกันผิวหนังและช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น แต่หากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป จะทำให้เกิดสิวได้ ซึ่งกระบวนการก่อให้เกิดสิวมีดังนี้
- ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ที่จะถูกแบคทีเรีย P. acne ย่อยให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ
- กรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการอยู่อาศัยของแบคทีเรีย P. acne แบคทีเรียชนิดนี้จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว แล้วกระตุ้นให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นสิวได้
เมื่อ Sebum เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ปริมาณกรดลิโนเลอิก (Linoleic acid) ลดลง ส่งผลให้เกิดสิวมากกว่าเดิม ทั้งนี้หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปคือ การกระตุ้นจากฮอร์โมนในกลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen)
2.เชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acne (P. acne)
acne (Propionibacterium acnes) หรือ C. acne (Cutibacterium acnes) เป็นแบคทีเรียที่พบได้ปกติบนผิวหนัง ในรูขุมขน และในต่อมไขมันของคนเรา ซึ่งจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิวในปัจจุบัน พบว่า P. acne เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดสิว ดังนี้
- หาก P. acne มีมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดผิวหนังอักเสบจนเกิดสิวตามมาได้
- P. acne ย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ จนทำให้เกิดการอักเสบได้
- P. acne คือเชื้อโรคที่เป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะต่อต้านด้วยการหลั่งสารต่าง ๆ ออกมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก P. acne เป็นแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายได้บ่อย ร่างกายจึงจดจำ Antibody ของ P.acne ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย หากแบคทีเรีย P. acne เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายยังตอบสนองด้วยวิธีต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น หลั่งสาร Proinflammatory Cytokines, กำจัดแบคทีเรียด้วยเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ หรือสร้าง Antimicrobial Peptides ที่ส่งผลให้ผิวหนังอักเสบเพิ่มขึ้น
- ผนังเซลล์ของ P.acne จะมี Carbohydrate Antigen ที่คอยกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Antibody ออกมามากกว่าเดิม ดังนั้นจึงพบ P.acne ในผู้ที่เป็นสิวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นสิว แม้จะอยู่ในช่วงอายุเดียวกันหรือสภาพแวดล้อมคล้ายกันก็ตาม
จากเหตุผลข้างต้น การมีอยู่ของ P.acne จึงมีผลอย่างมากกับการทำให้ผิวหนังอักเสบจนเกิดเป็นสิว หรือมีโอกาสทำให้เกิดสิวอักเสบหลังจากเป็นสิวอุดตัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่ายิ่งมีเชื้อแบคทีเรีย P.acne จำนวนมาก ยิ่งทำให้สิวอักเสบรุนแรงมากขึ้นได้จริงหรือไม่
3.ปัจจัยภายในร่างกาย
ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ระดับฮอร์โมน การตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมน กรรมพันธุ์ โรคเรื้อรัง และผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด สำหรับฮอร์โมนที่มีผลต่อการเกิดสิว ได้แก่ฮอร์โมนเพศแอนโดรเจน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นต่อมไขมันได้ โดยส่วนมากแล้วฮอร์โมนจะมากขึ้นเมื่อเราเข้าสู่วัยรุ่น จึงมักพบสิวได้มากในวัยนี้และอาจอยู่ได้นานหลายปี
4.ปัจจัยภายนอก
ปัจจัยที่เกิดการภายนอก ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น ควัน มลภาวะต่างๆ ที่อยู่บนใบหน้าของเรา เมื่อเราทำความสะอาดผิวหน้าไม่สะอาด สิ่งสกปรกเหล่านี้ก็จะเข้าไปอุดตันในรูขุมขน ทำให้เกิดสิวนั่นเอง
เรามาดูกันว่าสิวมีกี่ประเภท
สิวแบ่งได้หลักๆ 2 ประเภท
1.สิวที่มีการอักเสบ เช่น สิวอักเสบ สิวที่มีหนอง สิวตุ่มหนอง สิวหัวช้าง และสิวที่มีการทําลายของผิวข้างในจนเป็นโพรงคล้ายซีสต์
2.สิวที่ไม่มีการอักเสบ เช่น สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวอุดตัน
วิธีการรักษาสิว
1.ล้างหน้าให้สะอาด เพื่อลดโอกาสการเกิดสิว
การทำความสะอาดผิวหน้า เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลดสิวได้ดีเยี่ยม เพราะว่าสิวส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปอุดตันรวมกับน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้า
ดังนั้นการทำความสะอาดผิวหน้าแบบ Double Cleansing จะช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก และลดโอกาสการเกิดสิว
2.งดการแคะ แกะ เกา บริเวณที่เป็นสิว
หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการแคะ แกะ เกา เพราะมือทั้งสองของเราสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆมามากมาย เป็นแหล่งเพาะเชื้อของเชื้อโรคและแบคทีเรียอย่างดี ดังนั้นหากเรานำมือมาสัมผัสใบหน้าต่อ จะทำให้สิ่งสกปรกเหล่านั้นเข้าสู่ใบหน้าได้ นอกจากนี้การสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวเกิดการเสียดสี และเกิดการระคายเคืองผิวต่อมานั่นเอง
3.หมั่นซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน
รู้หรือไม่ว่าปลอกหมอนเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคอีกอย่างหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอปลอกหมอนเป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสกับใบหน้าของเราทุกวัน ดังนั้นเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ควรซักทำความสะอาดผ้าปูที่นอนอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะลดโอกาสการเกิดสิวได้อีกหนึ่งวิธี
4.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวมากมาย แต่เราควรคำนึงถึงความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ว่าเหมาะกับสภาพผิวของเราหรือไม่ ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิวของเรา
5.ลดโอกาสการเกิดสิวด้วยการงดของทอด
อาการไขมันสูง ของทอด หรือรวมไปถึงของหวานต่างๆ อาหารเหล่านี้มีส่วนเข้าไปกระตุ้นผิวให้เกิดการอักเสบได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีสิวอยู่แล้ว
การรับประทานอาหารที่มีไขมันมากก็อาจจะทำให้สิวอักเสบรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นการงดของทอด ของหวาน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้
6.การใช้ยารักษาสิวเฉพาะที่
หากเป็นสิว ควรทำความสะอาดใบหน้าและร่างกายวันละ 2 ครั้ง ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีค่า pH ประมาณ 5-6 หากมีค่า pH สูงเกินไป จะทำให้ระคายเคืองผิวและส่งผลให้น้ำมันบนผิวเสียสมดุลได้ สำหรับผู้ที่เป็นสิวง่ายหรือกำลังเป็นสิวรุนแรง แพทย์อาจให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดใบหน้าที่มีส่วนผสมของตัวยาด้วย เช่น Benzoyl peroxide, Salicylic acid, หรือ Sulfur
รวมไปถึงการใช้ยาแต้มสิว ปัจจุบันมียาแต้มสิวหลายประเภท แต่ที่แนะนำคือ
Retinoids
ยาในกลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอ Retinoid ชนิดทา สามารถลดการอุดตันและต้านการอักเสบได้ จึงรักษาได้ทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ แต่อาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง เนื่องจากมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงมากขึ้น ผู้ที่ใช้ Retinoid ชนิดทารักษาสิวจึงควรทาครีมกันแดดในตอนกลางวันเป็นประจำ
Benzoyl peroxide
การใช้ Benzoyl peroxide หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Benzac” เป็นวิธีรักษาสิวที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยตัวยาชนิดนี้ จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียด้วยการปล่อย Free oxygen radicals ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย ข้อดีของ Benzoyl peroxide คือไม่ค่อยพบผู้ที่แพ้ยามากนัก อีกทั้งตัวยายังออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้เหมือนกับยาปฏิชีวนะ แต่เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ทนทานยา Benzoyl peroxide ได้ ยาชนิดนี้จึงใช้ได้ทั่วไป และไม่ได้ถูกจำกัดการใช้เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาเหมือนกับยาปฏิชีวนะนั่นเอง




