เรื่องสิวๆ ปัญหาผิวกวนใจของใครหลายคน

เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะมีปัญหากวนใจไม่พ้นเรื่องปัญหาผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็น สิว ริ้วรอย รูขุมขนกว้าง แต่ปัญหาที่หนักที่สุดคือสิว เพราะเมื่อมีสิวขึ้น ก็จะมีรอยแดงและรอยดำตามมา “สิว” ต้นเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกเสียความมั่นใจ สิวสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะรักษาความสะอาดดีแล้วก็ตาม ในบทความนี้ Dr.CC จะพาไปรู้จักกับสิว ว่าสิวคืออะไร สิวเกิดจากอะไร สิวมีกี่ประเภท และวิธีการรักษา ปัญหาสิวๆ อย่าปล่อยไว้ เริ่มดูแลผิวหน้าตั้งแต่วันนี้

สิวคืออะไร?

สิว (Acne หรือ Acne Vulgaris) เป็นภาวะความผิดปกติบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันในรูขุมขน เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น รูขุมขนจะอุดตันจนเกิดเป็นสิว ทั้งยังอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นติดเชื้อและอักเสบจนกลายเป็นสิวอักเสบได้ ทั้งนี้อาการของสิวจะแตกต่างกันไปตามชนิดและระยะของสิว ดังนี้

  • เกิดตุ่มนูนขึ้นมาจากผิวหนังจากการอุดตันของปากรูขุมขน (Comedone)
  •  เมื่อปากรูขุมขนอุดตันมากขึ้นจะเกิดเป็นถุงในรูขุมขน หากอุดตันขึ้นเรื่อย ๆ หรือถูกรบกวนจนผนังรูขุมขนเสียหาย สิ่งที่อยู่ภายในถุงนั้นจะปริเข้าสู่ชั้นลึกของผิวหนัง และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ภายนอกก็จะเห็นเป็นรอยแดง บางครั้งอาจมีหนองด้วย
  •  หากติดเชื้อในผิวหนังชั้นที่ลึกร่วมด้วยก็จะกลายเป็นก้อนสิวที่เป็นไตแข็งอักเสบอยู่ใต้ผิวหนังซึ่งรักษาได้ยากขึ้น สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย และพบได้มากถึง 85% ของประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ 12-25 ปี ส่วนในช่วงอายุอื่น ๆ แม้กระทั่งทารกแรกเกิดก็สามารถพบสิวได้ โดยมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

สิวเกิดจากปัจจัยหลายสาเหตุ

ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมน แบคทีเรีย รูขุมขนอุดตัน อาการแพ้ต่างๆ ในช่วงวัยรุ่นส่วนใหญ่สิวจะเกิดจากฮอร์โมน แต่ในบางคนก็อาจจะแพ้สกินแคร์ หรืออาจจะเกิดจากการที่ล้างหน้าไม่สะอาด แล้วทำให้รูขุมขนอุดตันจนเกิดสิว แต่สาเหตุที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ การที่ไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ทำให้หน้ามัน รูขุมขนกว้าง และเกิดสิวตามมานั่นเอง

สาเหตุหลักของเกิดการสิว

1.ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป (Sebum production)

ปกติแล้วต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวหนังไว้ เป็นเกราะป้องกันผิวหนังและช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น แต่หากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป จะทำให้เกิดสิวได้ ซึ่งกระบวนการก่อให้เกิดสิวมีดังนี้ 

  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ที่จะถูกแบคทีเรีย P. acne ย่อยให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ
  • กรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการอยู่อาศัยของแบคทีเรีย P. acne แบคทีเรียชนิดนี้จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว แล้วกระตุ้นให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นสิวได้

เมื่อ Sebum เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ปริมาณกรดลิโนเลอิก (Linoleic acid) ลดลง ส่งผลให้เกิดสิวมากกว่าเดิม ทั้งนี้หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปคือ การกระตุ้นจากฮอร์โมนในกลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen)

2.เชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acne (P. acne)

acne (Propionibacterium acnes) หรือ C. acne (Cutibacterium acnes) เป็นแบคทีเรียที่พบได้ปกติบนผิวหนัง ในรูขุมขน และในต่อมไขมันของคนเรา ซึ่งจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิวในปัจจุบัน พบว่า P. acne เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดสิว ดังนี้

  • หาก P. acne มีมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดผิวหนังอักเสบจนเกิดสิวตามมาได้
  • P. acne ย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ จนทำให้เกิดการอักเสบได้
  • P. acne คือเชื้อโรคที่เป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะต่อต้านด้วยการหลั่งสารต่าง ๆ ออกมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก P. acne เป็นแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายได้บ่อย ร่างกายจึงจดจำ Antibody ของ P.acne ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย หากแบคทีเรีย P. acne เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายยังตอบสนองด้วยวิธีต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น หลั่งสาร Proinflammatory Cytokines, กำจัดแบคทีเรียด้วยเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ หรือสร้าง Antimicrobial Peptides ที่ส่งผลให้ผิวหนังอักเสบเพิ่มขึ้น
  • ผนังเซลล์ของ P.acne จะมี Carbohydrate Antigen ที่คอยกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Antibody ออกมามากกว่าเดิม ดังนั้นจึงพบ P.acne ในผู้ที่เป็นสิวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นสิว แม้จะอยู่ในช่วงอายุเดียวกันหรือสภาพแวดล้อมคล้ายกันก็ตาม

จากเหตุผลข้างต้น การมีอยู่ของ P.acne จึงมีผลอย่างมากกับการทำให้ผิวหนังอักเสบจนเกิดเป็นสิว หรือมีโอกาสทำให้เกิดสิวอักเสบหลังจากเป็นสิวอุดตัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่ายิ่งมีเชื้อแบคทีเรีย P.acne จำนวนมาก ยิ่งทำให้สิวอักเสบรุนแรงมากขึ้นได้จริงหรือไม่

3.ปัจจัยภายในร่างกาย

ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ระดับฮอร์โมน การตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมน กรรมพันธุ์ โรคเรื้อรัง และผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด สำหรับฮอร์โมนที่มีผลต่อการเกิดสิว ได้แก่ฮอร์โมนเพศแอนโดรเจน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นต่อมไขมันได้ โดยส่วนมากแล้วฮอร์โมนจะมากขึ้นเมื่อเราเข้าสู่วัยรุ่น จึงมักพบสิวได้มากในวัยนี้และอาจอยู่ได้นานหลายปี

4.ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยที่เกิดการภายนอก ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น ควัน มลภาวะต่างๆ ที่อยู่บนใบหน้าของเรา เมื่อเราทำความสะอาดผิวหน้าไม่สะอาด สิ่งสกปรกเหล่านี้ก็จะเข้าไปอุดตันในรูขุมขน ทำให้เกิดสิวนั่นเอง

เรามาดูกันว่าสิวมีกี่ประเภท

สิวแบ่งได้หลักๆ 2 ประเภท

1.สิวที่มีการอักเสบ เช่น สิวอักเสบ สิวที่มีหนอง สิวตุ่มหนอง สิวหัวช้าง และสิวที่มีการทําลายของผิวข้างในจนเป็นโพรงคล้ายซีสต์

2.สิวที่ไม่มีการอักเสบ เช่น สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวอุดตัน

วิธีการรักษาสิว

1.ล้างหน้าให้สะอาด เพื่อลดโอกาสการเกิดสิว

การทำความสะอาดผิวหน้า เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลดสิวได้ดีเยี่ยม เพราะว่าสิวส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปอุดตันรวมกับน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้า

ดังนั้นการทำความสะอาดผิวหน้าแบบ Double Cleansing จะช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก และลดโอกาสการเกิดสิว

2.งดการแคะ แกะ เกา บริเวณที่เป็นสิว

หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการแคะ แกะ เกา เพราะมือทั้งสองของเราสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆมามากมาย เป็นแหล่งเพาะเชื้อของเชื้อโรคและแบคทีเรียอย่างดี ดังนั้นหากเรานำมือมาสัมผัสใบหน้าต่อ จะทำให้สิ่งสกปรกเหล่านั้นเข้าสู่ใบหน้าได้ นอกจากนี้การสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวเกิดการเสียดสี และเกิดการระคายเคืองผิวต่อมานั่นเอง

3.หมั่นซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน

รู้หรือไม่ว่าปลอกหมอนเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคอีกอย่างหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอปลอกหมอนเป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสกับใบหน้าของเราทุกวัน ดังนั้นเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ควรซักทำความสะอาดผ้าปูที่นอนอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะลดโอกาสการเกิดสิวได้อีกหนึ่งวิธี

4.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวมากมาย แต่เราควรคำนึงถึงความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ว่าเหมาะกับสภาพผิวของเราหรือไม่ ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิวของเรา

5.ลดโอกาสการเกิดสิวด้วยการงดของทอด

อาการไขมันสูง ของทอด หรือรวมไปถึงของหวานต่างๆ อาหารเหล่านี้มีส่วนเข้าไปกระตุ้นผิวให้เกิดการอักเสบได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีสิวอยู่แล้ว

การรับประทานอาหารที่มีไขมันมากก็อาจจะทำให้สิวอักเสบรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นการงดของทอด ของหวาน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้

6.การใช้ยารักษาสิวเฉพาะที่

หากเป็นสิว ควรทำความสะอาดใบหน้าและร่างกายวันละ 2 ครั้ง ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีค่า pH ประมาณ 5-6 หากมีค่า pH สูงเกินไป จะทำให้ระคายเคืองผิวและส่งผลให้น้ำมันบนผิวเสียสมดุลได้ สำหรับผู้ที่เป็นสิวง่ายหรือกำลังเป็นสิวรุนแรง แพทย์อาจให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดใบหน้าที่มีส่วนผสมของตัวยาด้วย เช่น Benzoyl peroxide, Salicylic acid, หรือ Sulfur

รวมไปถึงการใช้ยาแต้มสิว ปัจจุบันมียาแต้มสิวหลายประเภท แต่ที่แนะนำคือ

Retinoids

ยาในกลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอ Retinoid ชนิดทา สามารถลดการอุดตันและต้านการอักเสบได้ จึงรักษาได้ทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ แต่อาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง เนื่องจากมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงมากขึ้น ผู้ที่ใช้ Retinoid ชนิดทารักษาสิวจึงควรทาครีมกันแดดในตอนกลางวันเป็นประจำ

Benzoyl peroxide

การใช้ Benzoyl peroxide หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Benzac” เป็นวิธีรักษาสิวที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยตัวยาชนิดนี้ จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียด้วยการปล่อย Free oxygen radicals ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย ข้อดีของ Benzoyl peroxide คือไม่ค่อยพบผู้ที่แพ้ยามากนัก อีกทั้งตัวยายังออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้เหมือนกับยาปฏิชีวนะ แต่เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ทนทานยา Benzoyl peroxide ได้ ยาชนิดนี้จึงใช้ได้ทั่วไป และไม่ได้ถูกจำกัดการใช้เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาเหมือนกับยาปฏิชีวนะนั่นเอง

Related blogs

ฝ้า กระ จุดด่างดำ ไม่ใช่เรื่องตลก!!

ฝ้า (Melasma หรือ Chloasma) คือฝ้าคือรอยดำที่ไม่พึงประสงค์ เป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม หรือดำ ตำแหน่งที่พบได้บ่อยคือบริเวณใบหน้าที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดมากๆ เช่น โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง, หน้าผาก, ขมับ, เหนือริมฝีปาก และจมูก มักเป็นทั้งด้านซ้ายและขวา พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี โดยฝ้าเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังทำงานมากขึ้นกว่าปกติ จึงสร้างเม็ดสีออกมามากกว่าเดิม เม็ดสีที่ถูกลำเลียงสู่ผิวชั้นบนสุดหรือชั้นหนังกำพร้ามีลักษณะเข้มและขอบชัด จะเรียกว่า ฝ้าตื้น ส่วนเม็ดสีที่อยู่ใต้ต่อชั้นหนังกำพร้าลงมา และมีบางส่วนที่ตกค้างอยู่ในชั้นหนังแท้ มักจะมีสีอ่อนกว่าอาจเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด เรียกว่า ฝ้าลึก โดยคนไข้ส่วนมากมักมีฝ้าทั้ง 2 ชนิดปนกัน

กระ หรือจุดด่างดำ คือจุดเล็กๆ สีดำบนใบหน้า ถือเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่สามารถมองเห็นได้บนใบหน้าอย่างชัดเจน ทำให้ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอและยากต่อการปกปิด สาเหตุเกิดจากทั้งฮอร์โมนภายในร่างกาย สภาพแวดล้อมภายนอก ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวกระตุ้น ทำให้ผิวหนังมีสีเข้มกว่าผิวบริเวณใกล้เคียง มักเกิดจากการสร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนังมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีเข้มขึ้นกว่าผิวบริเวณรอบๆ ซึ่งจุดด่างดำเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย พบได้ง่าย และพบได้กับสีผิวทุกระดับ

ฝ้ากับกระ ต่างกันอย่างไร

ฝ้า จะมีลักษณะเป็นปื้นและมีขนาดใหญ่กว่า ในขณะที่ กระ จะเป็นจุดกลมๆ เล็กๆ มีขอบชัดเจน มีสาเหตุหลักๆ มาจากพันธุกรรม ถ้าพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ลูกจะเป็น โดยเฉพาะคนที่มีผิวขาว มักจะเป็นกระมากกว่าคนผิวสีเข้ม รวมไปถึงการรักษาฝ้าและกระนั้น จะมีวิธีการที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยชประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ ในการวิเคราะห์เม็ดสี วิเคราะห์ลักษณะของผิว เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ทำให้ฝ้าและกระจางลง และที่สำคัญคือต้องไม่ให้เกิดรอยแผลเป็น

ฝ้าเกิดจากอะไร?

สาเหตุหลักๆ มาจากตัวการสำคัญคือแสงแดด กลไกของการเกิดฝ้านั้นมาจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณของเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนังของเราซึ่งตัวที่ไปกระตุ้นการเกิดเม็ดสีเมลานิน และสาเหตุรองลงมาคือ ฮอร์โมน รวมไปถึงการใช้เครื่องสำอางที่อาจทำให้ผิวหนังมีอาการแพ้ และสุดท้ายคือพันธุกรรม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้า

1.แสงแดด

สาเหตุหลักๆ ของการเกิดมาฝ้ามาจากแสงแดด ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลัก เพราะแสงแดดจะไปกระตุ้นการทำงานของเม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณผิวหน้า โหนกแก้มเป็นบริเวณที่สัมผัสแสงแดดได้มากที่สุด ดังนั้นฝ้าจึงมักเกิดบริเวณนั้น

ฝ้ามีกี่ประเภท?

สามารถแบ่งชนิดฝ้าได้ดังนี้

  1. ฝ้าเลือด

ในทางการแพทย์เรียกว่า Vascular Melasma หรือ Telangiectetic Melasma เป็นฝ้าเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนผิวหน้า เป็ยผลมาจากการใช้เครื่องสำอาง หรือยา ทีมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดกระจุกบริเวณพังผืดใต้ผิวหนังชั้นลึก โดยฝ้าจะมีสีน้ำตาลแดง ฝ้าเลือดพบในเพศหญิงได้มากกว่าเพศชาย 

  1. ฝ้าแดดฝ้าที่เกิดจากแสงแดด

การโดนแสงแดดโดยตรง และโดนแสงแดดเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดฝ้า ซึ่งแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิว เพราแสงแดดมีรังสี UVA และ UVB ที่ส่งตรงมายังผิวหน้า

  1. ฝ้าตื้น (Epidermal type)

เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ ฝ้าชนิดนี้จะเห็นขอบเขตของการเกิดฝ้าได้ชัดเจน

  1. ฝ้าลึก (Dermal type)

เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน สังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้จะกลืนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง

  1. ฝ้าผสม (Mixed type)

เป็นการผสมของฝ้าทั้งสองแบบ ลักษณะจะเป็นสีเข้ม แต่ขอบจาง ต้องรักษาด้วยวิธีหลายแบบรวมกันทั้งฝ้าลึก และฝ้าตื้น

วิธีการรักษาฝ้า

1.ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

เพราะรังสี UV ในแสงแดดคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า และอาจส่งผลให้ฝ้าที่เป็นอยู่มีสีเข้มขึ้น นอกจากนี้อาจจะทำให้เกิดฝ้าเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย แนะนำก่อนออกไปกลางแจ้งควรทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป และควรมีค่า PA++++ เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดทั้ง UVA และ UVB

2.เลเซอร์รักษาฝ้า

การเลเซอร์ (Laser) เป็นการยิงเพื่อรักษาและปรับสภาพผิว ซึ่งใช้พลังงานความร้อนเพื่อกำจัดเม็ดสีของบริเวณที่เกิดฝ้าโดยตรง แต่หลังจากเลเซอร์ 7-14 วัน ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นมาอีก

3.ใช้สมุนไพรธรรมชาติ

การใช้สมุนไพรธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ โดยอาจเลือกใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น ใบบัวบก, ว่านหางจระเข้, มะนาว, มะขามเปียก หรือขมิ้น มาผสมกันตามสูตรต่างๆ และพอกทิ้งไว้ วิธีนี้ต้องใช้ระยะเวลา และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

4.รักษาฝ้าด้วย IPL

การรักษาฝ้าด้วย IPL เป็นการส่งคลื่นพลังงานแสงที่มีความเข้มข้นสูงเข้าไปใต้ชั้นผิวเพื่อให้เกิดความร้อนและทำลายเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวดูกระจ่างใส เรียบเนียน ฝ้า กระ ดูจางลง แต่อาจจะต้องอาศัยการทำบ่อยครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน

5.รักษาด้วยสกินแคร

การรักษาฝ้าด้วยสกินแคร์ต้องใช้ระยะเวลา หลายๆ คนใช้สกินแคร์ไปสักพักแต่ไม่เห็นผลจึงหยุดใช้ จริงๆ แล้วต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ถึงจะค่อยๆ เห็นผล

แก้ฝ้าได้ง่ายๆ ด้วย DOCTOR CC ANTI-MELAZMA SPOT CORRECTOR CONCENTRATED CREAM

เซรั่มบำรุงผิวหน้า ช่วยลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำจากแสงแดด ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสขั้นสุด ด้วยสารสำคัญใน 10% Niacinamide (Vitamin B3), 3% Tranexamic Acid, 3% Munapsys (Acetyl Hexapeptide-1), 2.5% Galactomyces Ferment Filtrate,  Astaxanthin, ENB-VCE (3-O-Ethyl Ascorbic Acid), Alpha-Arbutin และ  Ecobiotyls (Yeast Extract) มาพร้อมด้วย 4 กลไกการทำงาน

  • หยุดการผลิตเม็ดสี
  • ลดการผลิตเม็ดสี
  • หยุดการขนส่งเม็ดสี
  • ผลัดเซลล์ผิว

เพื่อให้เห็นผลชัดเจนควรใช้ต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันทั้งเช้าและเย็น

เรตินอลคืออะไร? ใช้ยังไงให้ได้ผล

เรตินอลคือ อนุพันธ์ของวิตามินเอบริสุทธิ์ เป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่ม เรตินอยด์ (retinoids) ส่วนใหญ่จะใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย ช่วยลดเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25-30+ ปี และมีส่วนช่วยในการกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวให้ริ้วรอยลดเลือนและเรียบเนียนยิ่งขึ้น

เรตินอลดีอย่างไง?
กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่
เรตินอลมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ๆ ช่วยลดริ้วรอบ เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส และเรียบเนียนกว่าเดิม

กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
เมื่ออายุมากขึ้นผิวจะผลิตคอลลาเจนลดน้อยลง ดังนั้นควรใช้เรตินอลเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพื่อให้ผิวกลับมาอิ่มฟู และอ่อนเยาว์อีกครั้ง

ช่วยลดริ้วรอยเล็ก ๆ
ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ริ้วรอยหน้าผาก ขมวดคิ้ว รอยตีนกา จนถึงให้ริ้วรอยร่องลึกดูตื้นขึ้น

ช่วยลดรอย เพิ่มความกระจ่างใส
ไม่ว่าจะเป็นรอยดำจากสิว หรือจุดด่างดำต่างๆ

ช่วยลดการอักเสบ
ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดสิวอุดตัน สิวหัวดำ ทั้งบริเวณใบหน้า

ช่วยควบคุมความมันบนผิว ลดรูขุมขนกว้าง
เรตินอลสามารถช่วยควบคุมความมันบนผิวได้ และยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่อีกด้วย

ช่วยลดหลุมสิว ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้น
เรตินอลสามารถทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้โดยการกระตุ้นคอลลาเจนในผิวหนังใหม่

เรตินอลทำงานอย่างไร
กระบวนการทำงานของเรตินอลหรือสารกลุ่มเรตินอยด์ในการบำรุงผิว คือ เรตินอยด์จะเข้าไปจับกับตัวรับเรตินอยด์ที่มีมากบริเวณหนังกำพร้า จากนั้นจะกระตุ้นให้เกิดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ ของผิว เช่น กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวทำให้ผิวหนาตัวขึ้น กระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์คอลลาเจนมากขึ้น โดยเฉพาะคอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 7 ยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้คอลลาเจนสลาย และยังช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์ Glycoaminoglycan ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้นขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้เรตินอยด์ยังมีคุณสมบัติไปจับกับเซลล์ที่ผิดปกติหรือกำลังอักเสบได้เป็นอย่างดี เช่น บริเวณที่มีสิวอักเสบ ทำให้การอักเสบลดลงได้นั่นเอง

วิธีใช้เรตินอล

ในกรณีที่เริ่มใช้เรตินอล ควรใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ผิวปรับสภาพได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มความถี่ในการใช้ และใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งเพื่อปลอบประโลมผิว หากใช้เรตินอลให้ตอนกลางวัน ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเรตินอล

ใช้เรตินอลทุกวันได้ไหม?

: สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเริ่มใช้ในช่วงเริ่มต้นควรใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ผิวปรับสภาพได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มความถี่ในการใช้

ใช้เรตินอลตอนเช้าได้ไหม?

: สามารถใช้ได้ แต่ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งหลังใช้ เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด

ควรเริ่มใช้เรตินอลตอนอายุเท่าไหร่?

: แนะนำที่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่คอลลาเจนเริ่มผลิตลดน้อยลง และทำให้เกิดริ้วรอย

เรตินอลเหมาะ และไม่เหมาะกับใคร?

เรตินอลเหมาะกับคนที่ช่วงอายุ 25-30 ปี เพราะเป็นช่วงที่คอลลาเจนเริ่มผลิตลดน้อยลง

คนที่ไม่เหมาะกับเรตินอล

  1. คนที่กำลังตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เพราะสารกลุ่มวิตามินเอ จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในทารกได้
  2. คนที่มีแพลนไปทะเล ออกแดดจัดๆ หรือคนที่ต้องอยู่กลางแจ้งตลอดเวลา เพราะผิวอาจจะไวต่อแสงได้
  3. คนที่มีปัญหาผิวหนัง เช่น ผื่นภูมิแพ้ ผื่นกุหลาบ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองที่รุนแรงขึ้นได้

ข้อควรระวังในการใช้เรตินอล

  • อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิว เรตินอลอาจทำให้ผิวแห้ง ลอก แดง ระคายเคือง ควรเริ่มใช้ทีละน้อย และในช่วงเริ่มต้นควรใช้แค่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
  • ถ้าใช้เรตินอลในช่วงเช้าควรทากันแดดเป็นประจำ เพื่อป้องกันผิวไวต่อแสง

เรตินอลไม่ได้น่ากลัวแบบที่ใครๆ หลายคนคิด เพียงแต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี และใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา เพียงแค่นี้ก็สามารถเผยผิวกระจกได้ง่ายๆ

DOCTOR CC BIO BALANCE RETINOL SHOT มาพร้อมกับ 3% Encapsulated Retinol อ่อนโยนกว่าเรตินอลทั่วไป ซึมเข้าผิวได้ลึก ช่วยปรับสมดุลไมโครไบโอม พร้อมช่วยให้ผิวแลดูตึงกระชับ และกระจ่างใสจนคุณสัมผัสได้

  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ผิวแลดูเรียบเนียน
  • ช่วยป้องกันสาเหตุของริ้วรอย
  • ช่วยเพิ่มความกระจ่างใส ให้กับผิว
  • ช่วยลดความไม่สม่ำเสมอของสีผิว
  • ช่วยให้เกิดสมดุลการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์

ผิวขาดน้ำคืออะไร? ต่างจากผิวแห้งอย่างไร?

อาการผิวขาด ถ้ามองแบบผิวเผินอาจดูไม่ค่อยต่างจากผิวแห้งสักเท่าไหร่ โดยสิ่งที่ผิวขาดน้ำแตกต่างจากผิวแห้งอย่างชัดเจนก็คือ มีสภาพผิวที่ทั้งแห้งและมันในเวลาเดียวกัน ถ้าลองสังเกตดีๆ ผิวขาดน้ำจะมีสภาพที่อ่อนล้า ดูหมองคล้ำไม่สดใส เห็นริ้วรอยได้ชัดเจนเนื่องจากผิวสูญเสียคอลลาเจน ลูบแล้วรู้สากผิวไม่นุ่มมือ และอาจทำให้มีการผลิตน้ำมันบนผิวมากเกินไปเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่เสียไป หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ผิวสูญเสียการทำงาน จึงทำให้ผู้ประสบปัญหาผิวแห้งและผิวขาดน้ำนี้มีแนวโน้มกลายเป็นผิวที่ Sensitive หากไม่มีการดูแลที่เหมาะสม

“ผิวขาดน้ำ” (Dehydrated skin) คือ ภาวะปัญหาผิวที่ขาดความชุ่มชื้นหรือขาดน้ำใต้ผิวอย่างเพียงพอ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวผสม หรือแม้กระทั่งผิวมัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย อาทิ สภาพอากาศ มลภาวะภายนอก รวมไปถึงการรับประทานอาหารเป็นต้น

อาการของผิวขาดน้ำ

  • ผิวระคายเคือง คันเล็กน้อย
  • ผิวแห้งและมันในเวลาเดียวกัน
  • บริเวณใต้ตาคล้ำ และมีริ้วรอย
  • ผิวทั่วไปมีริ้วรอยร่องตื้น

“ผิวแห้ง” (Dry skin) คือ สภาพผิวที่ “ขาดความมัน” มีสาเหตุมาจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวได้น้อยกว่าปกติ จึงทำให้ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้นาน สิ่งระคายเคืองลอดผ่านผิวได้ง่าย ส่งผลให้ผิวมีอาการแห้งตึงหรือคัน ไปจนกระทั่งแห้งกร้านและลอกเป็นขุย ผิวจะอยู่ในสภาพที่บอบบาง แพ้ง่ายและแห้งอยู่เสมอโดยไร้ซึ่งความมันหรือความชุ่มชื้น ส่วนมากผิวแห้งจะเป็นสภาพผิวที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นปัญหาที่เกิดตามอายุและโรคผิวหนังบางประเภท

อาการของผิวแห้งที่พบได้บ่อย

  • ผิวดูหยาบกร้าน
  • มีอาการคันตามผิวหนัง
  • ผิวหนังตกสะเก็ด ผิวลอกหรือเป็นขุย
  • ผิวแห้งแตกและอาจมีรอยเลือดซึม

วิธีดูว่าเรามีปัญหาผิวขาดน้ำหรือไม่?

  1. รู้สึกว่าผิวแห้ง แต่ในระหว่างวันรู้สึกว่าผิวหน้าภายนอกเหมือนมีน้ำมันออกมาเคลือบ จนทำให้หน้ามัน เนื่องจากผิวหนังขาดความชุ่มชื้นจึงทำให้ผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ
  2. เมื่อดูผิวหน้าใกล้ๆ จะเห็นริ้วๆ หรือกร้านๆ ดูหมองโทรม เป็นเพราะมีน้ำใต้ผิวไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดริ้วรอยที่เห็นได้ชัดเจน ผิวไม่อิ่มฟู
  3. เมื่อลูบผิวดูแล้วรู้สึกว่าผิวไม่นุ่มเนียน ไม่เรียบ
  4. ผิวแดง คัน และเกิดการระคายเคืองง่าย
  5. แต่งหน้าไม่ค่อยติด หรือเครื่องสำอางหลุดง่ายระหว่างวัน

ถ้ามีปัญหาเหล่านี้มากกว่า 3 ข้อ แปลว่าผิวของคุณ กำลังขาดน้ำนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้ผิวขาดน้ำแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุ คือปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายใน ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ที่ทำให้รักษาน้ำไว้ที่ผิวหนังไม่ได้ และอายุที่มากขึ้น โดยผู้สูงอายุนั้นต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันน้อยลง ไขมันระหว่างเซลล์ก็ลดลง ทำให้สูญเสียน้ำจากผิวหนังง่ายมากขึ้นนั่นเอง

ปัจจัยภายนอก ได้แก่ สารเคมี เช่น การใช้สารทำความสะอาดชนิดรุนแรง ทำให้ล้างน้ำมันที่เคลือบผิวมากเกินไป และผิวหนังจะสูญเสียน้ำง่ายขึ้น นอกจากนี้สภาพอากาศก็เกี่ยวด้วยเช่นกัน เช่น อากาศหนาว ความชื้นต่ำ ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำจากผิวหนังมากขึ้น ทำให้ผิวหนังอักเสบจากความแห้ง รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ เช่น การดื่มน้ำไม่เพียงพอ ออกแดดประจำโดยไม่ป้องกันด้วยครีมกันแดด และอย่างสุดท้ายคือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

วิธีบำรุงรักษาสำหรับปัญหาผิวขาดน้ำและผิวแห้ง

1.การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนดึกยังทำให้ผิวพรรณขาดน้ำ ก่อให้ผิวพรรณดูแห้งกร้าน ผิวหยาบ การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก่อให้เกิดการอักเสบจากภายในและทำให้เกราะป้องกันผิวทำงานผิดปกติจนนำไปสู่ปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้น และขาดน้ำ ดังนั้นจึงต้องควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2.การดื่มน้ำให้เพียงพอ

ดื่มน้ำให้เพียงพอ น้ำคือส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้ว ต่อวัน

เซลล์ผิวของคนเราสร้างขึ้นจากน้ำ 30% ซึ่งน้ำช่วยให้ผิวนุ่มและฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ เหล่าเซเลบริตี้จึงชอบดื่มน้ำกันมาก เพราะนอกจากจะช่วยดับกระหายได้แล้ว ยังช่วยลดการเกิดสิวใหม่ ริ้วรอยทั้งจากการแสดงอารมณ์ และริ้วรอยจากอายุที่มากขึ้นได้แถมการดื่มน้ำยังเป็น ”เคล็ดลับผิวสวย” ที่ช่วยชะลอวัยได้ดีอีกด้วย!

3.การหลีกเลี่ยงการสครับหน้าที่รุนแรง

หลีกเลี่ยงการขัดหน้าแบบรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการสครับหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อแข็งและหยาบเกินไป การลอกหน้าด้วยแผ่นลอกหน้า รวมถึงการใช้แปรงนวดหน้าแบบขนหยาบเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ผิวสูญสียคามชุ่มชื้นได้ง่ายและทำให้เกิดการระคายเคืองผิว

4.การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ชนิดที่อ่อนโยน ไม่มีสารที่ชำระล้างรุนแรงจนหน้าแห้งตึง ขอแนะนำ DOCTOR CC BIO BALANCE WATER BANK MOISTURIZER ผลิตภัณฑ์มอยส์เจอร์ไรเซอร์ปลอบประโลมผิว เนื้อมีความเข้มข้น แต่ซึมเข้าผิวได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผิวดูนุ่ม ชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว ช่วยลดเลือนและต่อต้านริ้วรอยร่องลึก ตีนกา และรอยเหี่ยวย่น

  • ช่วยยกกระชับผิวให้เรียบเนียน เต่งตึง
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • ปลอบประโลมผิวให้แข็งแรงขึ้น
  • ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างล้ำลึก
  • ช่วยแก้ปัญหาความหมองคล้ำ และความไม่สม่ำเสมอของสีผิว

ปัญหาผิวขาดน้ำ จะหมดไปหากเรารู้ถึงสาเหตุ และวิธีการรักษาผิวขาดน้ำที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด เพียงดื่มน้ำให้เพียงพอ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเก็บกักความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งตึง หลีกเลี่ยงการทำให้ผิวหน้าระคายเคือง เช่น การถูหน้าแรงๆ ไม่ว่าจะเป็น การล้างหน้า หรือการสครับหน้า และเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้น อย่าง DOCTOR CC BIO BALANCE WATER BANK MOISTURIZER ช่วยปลอบประโลมผิว เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวขาดน้ำ และช่วยบำรุงให้ผิวดูเนียนนุ่ม มีสุขภาพดีได้นั่นเอง